กำแพงกันดินและแรงดันดินด้านข้าง
แนวคิดพื้นฐาน
กำแพงกันดินเป็นโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อพยุงมวลดินและป้องกันไม่ให้เกิดการพังทลาย ในการออกแบบ วิศวกรจะต้องคำนวณหาแรงดันดินด้านข้าง (Lateral Earth Pressure) ที่เกิดจากดินถมด้านหลัง แรงดันนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดิน สภาพน้ำใต้ดิน และการขยับตัวของกำแพง สภาวะของแรงดันดินแบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก ได้แก่ สภาวะอยู่นิ่ง (At-Rest - กำแพงไม่ขยับ), สภาวะแอคทีฟ (Active - กำแพงขยับออกจากดิน ทำให้ดินขยายตัวและแรงดันลดลง) และ สภาวะพาสซีฟ (Passive - กำแพงดันเข้าไปในดิน ทำให้ดินถูกบีบอัดและเกิดแรงต้านสูงสุด)
วิธีการคำนวณ
ตามทฤษฎีแรงดันดินของแรนคิน (Rankine's theory) สำหรับดินแห้งที่ไม่มีความเชื่อมแน่น (เช่น ทราย) และมีระดับดินถมราบเรียบ แรงดันดินด้านข้างที่ระดับความลึก คือ: โดยที่ คือน้ำหนักจำเพาะของดิน ค่าสัมประสิทธิ์ จะเปลี่ยนไปตามสภาวะ:
- สัมประสิทธิ์แรงดันดินแบบแอคทีฟ ():
- สัมประสิทธิ์แรงดันดินแบบพาสซีฟ ():
โดยที่ คือมุมเสียดทานภายในประสิทธิผลของดิน แรงลัพธ์รวมต่อความยาวกำแพง () คือพื้นที่ของแผนภาพการกระจายแรงดันรูปสามเหลี่ยม:
การประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม
การออกแบบกำแพงกันดินต้องตรวจสอบรูปแบบการวิบัติหลายประการ ได้แก่ การเลื่อนไถล (Sliding), การพลิกคว่ำ (Overturning), การพังทลายของฐานราก (Bearing Capacity Failure), และการวิบัติแบบเฉือนลึก น้ำใต้ดินเป็นปัจจัยที่อันตรายมาก หากปล่อยให้น้ำขังอยู่หลังกำแพง จะทำให้เกิดแรงดันอุทกสถิตเพิ่มเติมอย่างมหาศาล () และทำให้หน่วยแรงประสิทธิผลของดินลดลง ดังนั้น การจัดให้มีระบบระบายน้ำที่เหมาะสม (เช่น รูระบายน้ำ หรือ ท่อระบายน้ำ) จึงมีความสำคัญไม่แพ้ความแข็งแรงของตัวกำแพงเอง